บทความ

โภชนาการของเนื้อหมู vs เนื้อไก่ เลือกอะไรดีกว่ากัน ?

ขายส่งเนื้อหมู

โภชนาการอาหาร เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในกลุ่มคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะการใส่ใจเลือกวัตถุดิบในแต่ละมื้ออาหาร หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ การเลือกเนื้อสัตว์ที่เหมาะสมต่อร่างกาย ซึ่งเนื้อสัตว์ที่นิยมรับประทานกันทั่วไป เนื้อหมูและเนื้อไก่ ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ เพราะหาซื้อง่าย ทำอาหารได้หลากหลาย และให้คุณค่าทางโภชนาการที่แตกต่างกันออกไป 

อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจยังไม่เข้าใจชัดเจน ว่าเนื้อแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไร ในบทความนี้ พิชชามีท ขอพาทุกคนมาเปรียบเทียบโภชนาการของเนื้อหมู และเนื้อไก่ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า ควรเลือกแบบไหนดีกว่ากัน ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย

โภชนาการของเนื้อหมู

เปรียบเทียบโภชนาการของเนื้อหมู กับเนื้อไก่ 100 กรัม

หากต้องการเห็นภาพชัดเจนถึงคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อหมู และเนื้อไก่ การเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน คือ 100 กรัม จะช่วยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าแต่ละชนิด ให้สารอาหารแตกต่างกันอย่างไร โดยสามารถเปรียบเทียบได้ตามหัวข้อ ดังนี้

  • โปรตีน

เริ่มกันที่สารอาหารหลักอย่าง โปรตีน ซึ่งมีความสำคัญต่อการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยให้ร่างกายทำงานได้ตามปกติ โดยเนื้อหมูให้โปรตีนประมาณ 27 กรัม ในส่วนเนื้อไก่ให้โปรตีนเฉลี่ย 23 กรัม แต่เฉพาะอกส่วนอกไก่ จะให้โปรตีนสูงถึง 30 กรัม

  • แร่ธาตุ

ร่างกายยังต้องการ แร่ธาตุและวิตามิน จากอาหาร เพื่อช่วยในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมร่างกาย และรักษาสมดุลของระบบต่าง ๆ ทั้งเนื้อหมู และเนื้อไก่ต่างมีวิตามิน และเกลือแร่ที่จำเป็น แต่มีจุดเด่นแตกต่างกัน คือ เนื้อหมู โดดเด่นในเรื่องของ วิตามินบี 1 ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของระบบประสาท และการเผาผลาญพลังงาน ในส่วนเนื้อไก่เด่นในด้าน วิตามินบี 3 และวิตามินบี 6 ที่ช่วยบำรุงสมอง และระบบไหลเวียนโลหิต

  • ไขมัน

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องไขมัน เนื้อหมูและเนื้อไก่ก็มีความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ขึ้นอยู่กับส่วนที่เลือกบริโภค หากเป็นเนื้อไก่ส่วนอกไก่ จะมีไขมันต่ำมาก เพียง 1-3 กรัม และสะโพกหรือน่อง มีไขมันประมาณ 6-15 กรัม ในขณะที่เนื้อหมู สันในหมูมีไขมันต่ำใกล้เคียงอกไก่ ประมาณ 2-4 กรัม แต่ถ้าเป็นส่วนสันคอ หรือหมูสามชั้น จะมีไขมันสูงถึง 20-30 กรัม

  • แคลอรี

สุดท้ายกำลังพลังงานที่มอบให้ในปริมาณ 100 กรัม โภชนาการเนื้อหมูและเนื้อไก่ ให้พลังงานแตกต่างกัน โดยหากเป็นเนื้อไก่ให้พลังงานเฉลี่ย 120-203 แคลอรี แต่ถ้าเป็นเนื้อหมู จะแยกออกเป็นสองกลุ่ม เช่น เนื้อหมูติดมัน และไม่ติดมัน ซึ่งส่วนมีไขมันน้อย อย่างสันในและสันนอก ให้พลังงาน 150-200 แคลอรี ในขณะที่เนื้อหมูติดมัน อย่าง สามชั้น หรือสันคอให้พลังงาน 200-400 แคลอรี

เมื่อเปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อสัตว์ทั้งสองชนิด จะเห็นได้ว่า เนื้อไก่ เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมพลังงาน ในมื้ออาหารได้ดีกว่าเนื้อหมู เนื่องจาก มีไขมันต่ำและให้โปรตีนสูง อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ควรจำกัดการบริโภคเพียงเนื้อสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรเลือกทานให้หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน และช่วยลดความจำเจของเมนูอาหารในแต่ละวัน

ทั้งนี้ หากใครกำลังมองหา เนื้อหมูคุณภาพดี ขอแนะนำ พิชชามีท จัดจำหน่ายเนื้อหมูสดที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน มีให้เลือกครบทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็นสันนอก สันใน ขาหมู หัวหมู เครื่องใน รวมไปถึงสินค้าแปรรูปจากหมูหลากหลายประเภท มั่นใจได้ในความสะอาด และปลอดภัย เพราะผ่านกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล GHPs และ HACCP ในทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ในคุณภาพ และความปลอดภัยในทุกมื้ออาหาร

โภชนาการของเนื้อหมู

แนะนำ 3 วิธีเลือกกินตามโภชนาการของเนื้อหมู ให้ดีต่อสุขภาพ

สำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทานเนื้อหมู การเลือกกินให้เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเลือกชิ้นส่วน และวิธีการบริโภคได้ถูกต้อง ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์ทางโภชนาการอย่างเต็มที่ และดีต่อสุขภาพในระยะยาว โดยมีทริคง่าย ๆ ดังนี้

  1. เลือกทานเนื้อหมูส่วนไม่ติดมัน

เนื้อหมูบางส่วนมีไขมัน และคอเลสเตอรอลค่อนข้างสูง เช่น หมูสามชั้น หรือสันคอ ซึ่งสามารถรับประทานได้ แต่ไม่ควรทานบ่อยนัก ทางที่ดีควรเลือกส่วนที่ไม่ติดมัน เช่น สันใน สันนอก หรือสะโพก เพราะให้โปรตีนสูง แต่มีไขมันต่ำ ช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาไขมันในเลือด

  1. วิธีปรุง

วิธีการปรุงอาหารมีผลต่อคุณค่าทางโภชนาการ ควรหลีกเลี่ยงการทอดหรือผัดที่ใช้น้ำมันเยอะ และหันมาเลือกวิธีปรุงแบบ ต้ม นึ่ง อบ หรือย่างแทน เพื่อช่วยลดปริมาณไขมัน และพลังงานส่วนเกิน รวมถึงลดการได้รับไขมันทรานส์ที่ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้มากเกินไป

  1. ควบคุมปริมาณในการทาน

สุดท้าย แม้จะเลือกเป็นเนื้อหมูส่วนไม่ติดมันแล้วก็ตาม ก็ยังควรควบคุมปริมาณให้เหมาะสม โดยแนะนำให้รับประทานประมาณ 100 – 150 กรัมต่อมื้อ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ช่วยให้อิ่มกำลังดี และไม่ทำให้ได้รับพลังงานเกินความจำเป็น

โภชนาการของเนื้อหมู เลือกกินอย่างไร ? ให้เหมาะกับโรคประจำตัว

อย่างที่บอกไปเนื้อหมู ก็เป็นอีกตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการสารอาหารได้ครบ ซึ่งการเลือกกินได้อย่างเหมาะ อาจต้องดูกับความต้องการของร่างของแต่ละว่าต้องการสารอาหารแบบไหน โดยโภชนาการเนื้อหมู สามารถเลือกตามแนวทางเลือกกินตามโรคประจำตัว ดังนี้

  • ผู้มีภาวะโลหิตจาง

ผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง ควรเลือกทานเนื้อหมูที่มีธาตุเหล็ก และวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น หมูส่วนสันในหรือสะโพก นอกจากนี้ ควรรับประทานคู่กับผักที่มีวิตามินซีสูง เช่น คะน้า หรือบรอกโคลี เพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กให้ดียิ่งขึ้น

  • โรคเบาหวาน

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ควรเลือกทานเนื้อหมูส่วนไม่ติดมัน เช่น สันในหรือสันนอก เพื่อหลีกเลี่ยงไขมันส่วนเกิน ที่อาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และควรหลีกเลี่ยงเมนูหมูทอด หรือหมูสามชั้น รวมถึงเลือกวิธีปรุงแบบต้ม นึ่ง หรือย่างแทนการผัดและทอด

  • โรคความดันโลหิตสูง

ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น หมูแปรรูป หมูแดดเดียว หรือหมูหมักเครื่องปรุงรสจัด ทางที่ดีควรเลือกเนื้อหมูสดปรุงรสอ่อน ๆ และเน้นการปรุงแบบต้ม หรือนึ่ง เพื่อช่วยควบคุมระดับความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  • โรคหัวใจ

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ โภชนาการของเนื้อหมูควรเลือกบริโภค เนื้อหมูที่มีไขมันต่ำ และควบคุมปริมาณในการรับประทาน อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงส่วนที่มีไขมันสูง เช่น สามชั้นหรือสันคอ และเลือกวิธีปรุงที่ใช้น้ำมันน้อย เพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัว อาจส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

สุดท้ายนี้ หากคุณกำลังมองหาเนื้อหมูคุณภาพดี พร้อมบริการจัดส่งตรงถึงหน้าบ้าน อย่าลืมนึกถึง พิชชามีท ผู้จัดจำหน่ายเนื้อหมูแบบ Delivery ที่ช่วยให้การเลือกซื้อวัตถุดิบสดใหม่เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น สามารถสั่งซื้อได้สะดวกผ่านแอปพลิเคชัน Grab Mart และ Wongnai x LINE MAN ซึ่งมีตัวเลือกชิ้นส่วนเนื้อหมูให้เลือกอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สันใน สันนอก สะโพก หรือชิ้นส่วนอื่น ๆ ตามความต้องการ 

นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งซื้อโดยตรงจากโรงงาน เพื่อความมั่นใจในคุณภาพ และความสดใหม่ของสินค้าได้อีกด้วย หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ Line: @pitchameat

เรื่องที่เกี่ยวข้อง