บทความ

แชร์ 4 สูตรเมนูอาหารภาคกลาง รสกลมกล่อมถูกปาก ทำเองได้ไม่ยาก

อาหารไทยแต่ละภาค ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะท้อนวิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่น สำหรับภาคกลาง อาหารจะโดดเด่นด้วยรสชาติกลมกล่อม ไม่เผ็ดจัดหรือหวานจัดจนเกินไป จึงกินง่าย ถูกปากคนทุกวัย อีกทั้งยังมีเมนูที่สามารถปรุงได้ทั้งแบบง่าย ๆ ในครัวเรือน ไปจนถึงเมนูที่พิถีพิถันเหมาะสำหรับงานสำคัญ 

ดังนั้น ใครที่กำลังมองหาเมนูใหม่ ๆ เพื่อฝึกฝีมือ ในบทความนี้ พิชชามีท ขอแนะนำ 4 สูตรเมนูอาหารภาคกลาง ที่รับรองว่าทำตามได้ไม่ยาก อร่อยถูกใจทั้งครอบครัวแน่นอน ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย

เมนูอาหารเคล็ดลับที่ควรรู้! ก่อนทำเมนูอาหารท้องถิ่น ของภาคกลาง

อาหารภาคกลางมีเสน่ห์อยู่ที่ความหลากหลายของรสชาติ และวิธีการปรุง ไม่ว่าจะเป็น เมนูหมู เมนูปลา หรือเมนูเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากทั้งอาหารชาววัง และอาหารพื้นบ้าน หากอยากเข้าถึงรสชาติแบบดั้งเดิม และได้รสแท้ใกล้เคียงต้นตำรับมากขึ้น ควรทำความเข้าใจกับ 3 เคล็ดลับสำคัญ ดังนี้

  • ปรุงรสให้สมดุลกัน

สิ่งแรกควรเข้าใจรสชาติหลักของภาคกลาง ซึ่งรสชาติหลักของอาหารภาคกลางประกอบด้วยรสหวาน เค็ม เปรี้ยว เผ็ด และมัน ซึ่งจะต้องผสานกันอย่างกลมกล่อม โดยไม่มีรสใดรสหนึ่งโดดจนเกินไป ดังนั้น ควรชิมระหว่างปรุง และปรับรสทีละน้อย เพื่อให้ได้รสชาติที่พอดี

  • พิถีพิถันในการเตรียมส่วนผสม

แม้ปัจจุบันการทำเมนูอาหารต่าง ๆ จะมีเครื่องทุ่นแรง เช่น เครื่องปั่น แต่การใช้ครกหินยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะช่วยให้วัตถุดิบถูกโขลกจนละเอียด และมีกลิ่นหอมยิ่งขึ้น อีกทั้งเครื่องเทศบางชนิดจำเป็นต้องคั่วก่อน เพื่อดึงกลิ่น และรสออกมา ทำให้ขั้นตอนการเตรียมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

  • ใช้วัตถุดิบสดใหม่

อาหารภาคกลางนิยมใช้วัตถุดิบสดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ผัก เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพร เพราะช่วยให้ได้รสชาติที่สด และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เช่น การโขลกพริกแกงสด ๆ จะให้รสเข้มข้นกว่าพริกแกงสำเร็จรูป กะทิคั้นใหม่หอมมันกว่ากะทิกล่อง หรือการเลือกใช้น้ำปลาแท้ จะช่วยให้ทั้งกลิ่น และรสชาติออกมากลมกล่อมยิ่งขึ้น

สำหรับใครที่กำลังมองหาเนื้อหมูสดใหม่ เพื่อทำเมนูอาหารภาคกลาง แนะนำ พิชชามีท ผู้จัดจำหน่ายเนื้อหมูคุณภาพที่ได้มาตรฐานปลอดภัยในระดับสากล ผลิตสดใหม่ทุกวัน และมีการเก็บรักษาตามมาตรฐาน GHPs & HACCP ในทุกขั้นตอน มั่นใจได้ว่าคุณจะได้วัตถุดิบที่ดี เพื่อสร้างสรรค์เมนูอร่อยได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แนะนำเมนูอาหาร “ภาคกลาง” ทั้ง 4 สไตล์ พร้อมวิธีทำแบบละเอียด

อาหารภาคกลางไม่ได้มีเพียงแกงกะทิ ที่หลายคนคุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายเมนูที่ขึ้นชื่อ และสะท้อนเอกลักษณ์ของภูมิภาคนี้ได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเมนูหมู เห็ด เป็ด หรือไก่ ก็ล้วนถูกนำมาปรุงเป็นอาหารรสชาติกลมกล่อมที่กินง่าย ถูกปากทุกวัย โดยพิชชามีท ขอแนะนำ 4 เมนูอาหารภาคกลางใน 4 สไตล์ พร้อมวิธีทำแบบละเอียด ที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ดังต่อไปนี้

เมนูอาหาร1. แกงมัสมั่น

เริ่มกันที่เมนูยอดนิยมทั้งในไทย และต่างประเทศอย่าง “แกงมัสมั่น” เมนูที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในระดับโลก เป็นแกงกะทิที่ผสมผสานความหอมมันของกะทิ กับเครื่องเทศเข้มข้นแบบไทย ๆ แม้จะหาทานได้ยาก แต่จริง ๆ แล้ววิธีทำไม่ซับซ้อน เพียงเตรียมวัตถุดิบให้ครบ ก็สามารถปรุงรสให้อร่อยได้ที่บ้าน โดยมีวัตถุดิบและขั้นตอนการทำ ดังนี้

วัตถุดิบเมนูแกงมัสมั่น

  • สันคอหมู 300 กรัม
  • หัวหอมใหญ่ 150 กรัม
  • มันฝรั่ง 200 กรัม
  • หัวกะทิ 300 กรัม
  • หางกะทิ 300 กรัม
  • พริกแกงมัสมั่น 100 กรัม
  • ถั่วลิสง 50 กรัม
  • ใบกระวาน 4 กรัม
  • ลูกกระวาน 10 กรัม
  • น้ำมะขามเปียก 4 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนและวิธีการทำแกงมัสมั่น

  1. ขั้นแรก เริ่มต้นด้วยการตั้งหม้อใช้ไฟอ่อน ใส่หางกะทิทั้งหมดลงไป แล้วนำเนื้อหมูลงเคี่ยวประมาณ 20 – 30 นาที เพื่อให้เนื้อเปื่อยนุ่ม และช่วยลดระยะเวลาการทำอาหารในขั้นตอนถัดไป
  2. ต่อมาให้ตั้งหม้ออีกใบ ใส่หัวกะทิประมาณครึ่งหนึ่ง ใช้ไฟกลางเคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนกะทิแตกมัน จากนั้นใส่พริกแกงมัสมั่นลงไป
  3. จากนั้นเติมหัวกะทิที่เหลือ แล้วเคี่ยวต่อจนกะทิแตกมันอีกรอบ ก่อนนำไปเทรวมกับหม้อหางกะทิที่เคี่ยวหมูไว้
  4. ใส่วัตถุดิบอื่น ๆ ได้แก่ หัวหอมใหญ่ มันฝรั่ง ถั่วลิสง ใบกระวาน และลูกกระวาน แล้วเคี่ยวต่อจนเนื้อหมูเริ่มนุ่มเปื่อย ระหว่างเคี่ยวให้หมั่นคนเป็นระยะ เพื่อป้องกันก้นหม้อไหม้
  5. ขั้นตอนสุดท้าย ปรุงรสให้กลมกล่อม โดยใส่น้ำตาล น้ำมะขามเปียก และน้ำปลา ปรับรสชาติให้ออกหวาน มัน เค็ม และเปรี้ยวอย่างสมดุล แล้วคนให้เข้ากัน

เมนูอาหาร2. ต้มข่า

ต่อด้วย “ต้มข่า” เมนูอาหารซุปที่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรไทย ซึ่งมีวัตถุดิบคล้ายต้มยำ จึงช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ผู้รับประทาน แต่มีการใส่กะทิเป็นส่วนผสมเพิ่มเติม สำหรับใครที่กำลังมองหาสูตรเข้มข้น หอมสมุนไพร และได้รสกลมกล่อมไม่เปรี้ยวโดด ก็สามารถทำเองได้ง่าย ๆ เพียงทำวิธีการ ดังนี้

วัตถุดิบเมนูต้มข่า

  • หมูเด้ง และหมูสับ 300 กรัม
  • หัวกะทิ 300 กรัม 
  • ข่าหั่นแว่น 70 กรัม
  • ตะไคร้หั่นท่อน 30 กรัม
  • หอมแดง 70 กรัม
  • ใบผักชี 10 กรัม
  • ใบมะกรูด 7 กรัม
  • พริกจินดา 20 กรัม
  • พริกขี้หนู 10 กรัม
  • พริกแห้ง 10 กรัม
  • เห็ดนางฟ้า 200 กรัม
  • เห็ดฟาง 100 กรัม
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • มะขามเปียก 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 5 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด 500 กรัม

ขั้นตอนและวิธีการทำต้มข่า

  1. เริ่มจากการต้มน้ำสะอาดในหม้อ จากนั้นใส่สมุนไพรทั้งหมด ได้แก่ ข่าหั่นแว่น ตะไคร้ท่อน หอมแดง ใบมะกรูด และพริกแห้ง พร้อมกับหมูเด้งและหมูสับลงไปต้ม ใช้ไฟกลาง และคอยช้อนฟองออกเพื่อให้น้ำซุปใส
  2. เมื่อน้ำซุปเริ่มหอม ให้นำเห็ดนางฟ้าและเห็ดฟางใส่ลงไป คนให้ส่วนผสมเข้ากันดี
  3. เติมหัวกะทิลงไป เคี่ยวต่อจนเดือด จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา และน้ำมะนาว โรยใบมะกรูดลงไปเพิ่มความหอม
  4. สุดท้าย ใส่พริกจินดา พริกขี้หนู และพริกแห้งลงไป คนเบา ๆ ให้รสชาติซึมซับเข้ากัน พอได้รสชาติเข้มข้นตามต้องการโดยมีรสเค็มพอดี ก็พร้อมตักเสิร์ฟ

เมนูอาหาร3. ทอดตะไคร้

หากใครชื่นชอบเมนูของทอดทานเล่น “ทอดตะไคร้” ถือเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด จะกินเป็นกับแกล้ม หรือทานคู่กับข้าวสวยก็อร่อยลงตัว ด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของตะไคร้ ช่วยเพิ่มอรรถรสให้กับมื้ออาหาร โดยมีสูตรการทำ ดังนี้

วัตถุดิบเมนูทอดตะไคร้

  • หมูสามชั้น 500 กรัม
  • ตะไคร้ 300 กรัม
  • ใบมะกรูด 7 กรัม
  • พริกไทย 1 ช้อนชา
  • กระเทียมจีน 6 – 7 กลีบ
  • ซอสหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • แป้งทอดกรอบ 5 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนและวิธีการทำทอดตะไคร้

  1. เริ่มจากการนำหมูสามชั้นมาหมักกับเกลือ ซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม พริกไทย กระเทียมจีน น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และแป้งทอดกรอบ ขยำให้ส่วนผสมเข้ากันทั่วถึง แล้วพักทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที เพื่อให้รสชาติซึมเข้าเนื้อหมู
  2. ระหว่างรอหมักหมู ให้นำตะไคร้มาซอยหรือโขลกจนละเอียดเล็กน้อย แล้วคลุกกับแป้งทอดกรอบบาง ๆ เพื่อช่วยให้ทอดออกมากรอบฟู
  3. ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน จากนั้นนำตะไคร้ลงทอดจนเหลืองกรอบ มีกลิ่นหอม แล้วตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน
  4. นำหมูสามชั้นที่หมักไว้มาทอดพร้อมกับใบมะกรูด ใช้ไฟกลางจนหมูสุกทั่วและมีสีเหลืองน่ารับประทาน
  5. สุดท้ายให้ตักหมูทอดกรอบใส่จาน จัดวางคู่กับตะไคร้ทอดกรอบ จะกินเล่นเป็นกับแกล้มก็อร่อย หรือกินคู่ข้าวสวยร้อน ๆ ก็ลงตัว

เมนูอาหาร4. ผัดเปรี้ยวหวาน

ปิดท้ายด้วย “ผัดเปรี้ยวหวาน” เมนูอาหารภาคกลางที่สะท้อนเอกลักษณ์รสชาติแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน ทั้งเปรี้ยว หวาน และเค็ม แม้ปัจจุบันจะมีการดัดแปลงสูตรไปตามแต่ละท้องถิ่น แต่รสชาติแบบต้นตำรับก็ยังคงความกลมกล่อมและอร่อยไม่เปลี่ยน สำหรับใครที่อยากลองทำเอง สามารถดูวัตถุดิบ และขั้นตอนการทำได้ ดังนี้

วัตถุดิบเมนูผัดเปรี้ยวหวาน

  • หมูสันใน 300 กรัม
  • หอมหัวใหญ่หั่นเสี้ยว 80 กรัม
  • สับปะรด 100 กรัม
  • มะเขือเทศ 80 กรัม
  • พริกหวานสามสีหั่นชิ้นรวม 80 กรัม
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสมะเขือเทศ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำสะอาด 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด

ขั้นตอนและวิธีการทำผัดเปรี้ยวหวาน

  1. ตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อย ใช้ไฟกลาง ใส่กระเทียมสับลงผัดจนหอม แล้วนำหมูสันในที่หั่นไว้ลงไปผัดจนสุกเกือบทั่ว
  2. จากนั้นปรุงรส ด้วยการเติมซอสมะเขือเทศ น้ำส้มสายชู น้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว น้ำปลา และซอสหอยนางรม ตามด้วยน้ำสะอาดเล็กน้อย ผัดให้เข้ากันจนหมูซึมซับรสชาติ
  3. ต่อมาให้นำผักใส่ลงไป เช่น หอมใหญ่ สับปะรด มะเขือเทศ และพริกหวานลงไป ใช้ไฟแรงผัดเร็ว ๆ เพื่อให้ผักสุกพอดี ไม่เหี่ยวจนเกินไป
  4. สุดท้าย ชิมรสให้ได้รสกลมกล่อม ตามแบบฉบับผัดเปรี้ยวหวาน หากอยากได้รสเข้มข้นขึ้น สามารถเติมซอสมะเขือเทศ หรือน้ำตาลเล็กน้อยได้ เป็นอันเสร็จ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 4 สูตรเมนูอาหารภาคกลาง ที่ทั้งรสชาติกลมกล่อมและทำเองได้ไม่ยาก แม้วัตถุดิบหลักอย่างเนื้อสัตว์อาจมีการปรับเปลี่ยนจากสูตรดั้งเดิม แต่ในครั้งนี้เลือกใช้เนื้อหมูเป็นหลัก เพื่อให้เห็นว่าเนื้อหมูสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งอาหารคาว ของทอด หรือแม้แต่เมนูแกง ก็ให้อร่อยไม่แพ้วัตถุดิบอื่น ๆ

สุดท้ายนี้ หากใครกำลังมองหา เนื้อหมูคุณภาพ สำหรับทำเมนูหมู อย่าลืมนึกถึง พิชชามีท โรงงานจัดจำหน่ายเนื้อหมูสด เครื่องในหมู และสินค้าแปรรูปจากหมู โดยมีประสบการณ์กว่า 30 ปี ทำให้มั่นใจได้ว่าเนื้อหมูทุกชิ้นสะอาด สดใหม่ และปราศจากสารเจือปน สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line: @pitchameat

เรื่องที่เกี่ยวข้อง